วันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2562

ศิลปะยุคสมัยกลาง


ศิลปะไบแซนไทน (Byzantine Art : ค.ศ. 330-1453)


            ศิลปกรรมของไบแซนไทน์ มีลักษณะผสมระหว่างวัฒนธรรมเฮเลนิสติกของกรีก กับวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตก ทำให้รูปลักษณะค่อนข้างแปลก และแตกต่างจากงานโรมันทั่ว ๆ ไป แต่เนื้อหามีลักษณะโดดเด่นในเรื่องของศาสนา จึงไม่มุ่งความงามเป็นหลัก แต่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมศาสนาและศีลธรรม ในระยะแรกการสร้างงานศิลปะนิยมสร้างรูปสัตว์เป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา เช่น แกะนกพิราบ ปลา ต่อมาจึงเริ่มแสดงออกซึ่งรูปเคารพทางศาสนา เช่น พระเยซู แม่พระ นักบุญต่าง ๆ งานศิลปกรรมของไบแซนไทน์จำแนกได้ดังนี้

         จิตรกรรม งานจิตรกรรมของไบแซนไทน์ใช้สีฉูดฉาก มีการนำสีทองมาตกแต่งให้เกิดความอลังการและความขลังตามแนวของศิลปกรรมตะวันออก การวาดภาพนอกจากจะมีการวาดภาพฝาผนังแบบเฟรสโกแล้วยังนิยมการทำโมเสกประดับตกแต่งฝาผนังและพื้นห้อง นอกจากนี้ยังนิยมการเขียนภาพประกอบในคัมภีร์ เนื้อหาของภาพเกี่ยวกับพระเจ้า นิยมวาดภาพการแต่งกายมิดชิด โครงสร้างของคนค่อนข้างผอมสูงไม่เน้นความถูกต้องทางกายภาพแต่เน้นการแสดงออกซึ่งความรู้สึกและจิตวิญญาณของชาวคริสเตียนที่มีความภักดีและศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า
ประติมากรรม งานประติมากรรมของไบแซนไทน์นิยมสร้างงานเกี่ยวกับบุคคลในศาสนา มีทั้งภาพนูนสูง นูนต่ำ และลอยตัว ตลอดจนมีการแกะสลักฉลุลายอย่างสวยงาม โดยใช้วัสดุจากช้างและหินอ่อน โดยเฉพาะการนำหินอ่อนมาฉลุลายเป็นรูปใบไม้ ดอกไม้ และตัวสัตว์สำหรับทำฉากกั้น การทำหัวเสามีความละเอียดประณีต นิยมการเล่นแสงและเงา
สถาปัตยกรรม ในสมัยนี้สถาปัตยกรรมมีหลายรูปแบบ แต่นิยมโครงสร้างบาสิลิกาแบบโรมันหลังคาโดม หรืออาจทำโครงสร้างแบบกรีกครอส หรือกากบาท (Greek Cross) ซึ่งนับว่าเป็นรูปแบบไบแซนไทน์แท้ ๆ เช่น โบสถ์เซนต์โซเฟีย (St.Sophia) รูปแบบนี้ต่อมาได้มีอิทธิพลต่อการสร้างสุเหร่าของชาวมุสลิม





ศิลปะโรมาเนสค์และศิลปะโกธิค (ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 6-15)

           หลังจากโรมันตะวันตกล่มสลายไป แต่ความเชื่อในด้านคริสต์ศาสนายังคงมีอยู่ เหล่าอนารยชนที่เข้ามามีอำนาจในอาณาจักรโรมันตะวันตก ได้ยอมรับความศักดิ์สิทธิ์ของคริสต์ศาสนา ทำให้ความเข้มแข็งของศาสนาคริสต์เพิ่มมาขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้พระสันตะปาปาผู้เป็นประมุขในกรุงโรมมีอำนาจเหนือสถาบันต่าง ๆ ตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสมัยกลาง จึงเป็นที่รู้จักในนาม “สมัยแห่งความศรัทธา (Age of faith)”
            การแสดงออกทางศิลปกรรมในสมัยกลาง มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่ศิลปะโรมาเนสค์ (Romanesque) ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้อิทธิพลของพระซึ่งเป็นผู้นำในด้านศาสนาและการปกครอง มีการนำรูโค้งแบบโรมันเข้ามาประกอบการสร้าง ลักษณะกำแพงโบสถ์หนาและทึบตัน จึงมีประตูลึกลดหลั่นเป็นตอน ๆ หน้าต่างปล่อยแสงเข้ามาในอาคารน้อย ทำให้ภานในอาคารค่อนข้างมืด นิยมตกแต่งอาคารด้วยรูปพระเยซูและนักบุญต่าง ๆ จิตรกรรมและประติมากรรมจึงเป็นเรื่องราวทางศาสนา

             ในตอนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 มีการสร้างงานศิลปะแบบโกธิค (Gothic) ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาจากความร่วมมือร่วมในของประชาขน จึงทำให้เกิดความรู้สึกมีชีวิตชีวาและละเอียดประณีตมาก อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาอีกด้วย ศิลปะแบบโกธิคมีความอ่อนช้อย แสดงออกซึ่งศรัทธาต่อพระศาสนาอย่างแรกกล้า การตกแต่งมีทั้งจิตรกรรมและประติมากรรม ศิลปกรรมที่โดดเด่นและกลายเป็นสัญลักษณ์ของศิลปะแบบโกธิคคือ กระจกสเตนแกลส (Stained glass) ซึ่งเกิดจากการนำกระจกสีมาตัดเป็นรูปร่างและเรื่องราวตามที่ต้องการ จากนั้นจึงนำมาเชื่อมต่อกันด้วยโลหะประเภทตะกั่ว นำยมประดับตามหน้าต่างและประตู ทำให้เกิดความอลังการ  เมื่องแสงอาทิตย์มาตกกระทบยังรูปภาพเหล่านี้ ก็จะเกิดการสะท้อนของสีต่าง ๆ มากกมาย ทำให้สวยงามและแปลกตา นอกจากนี้ยังมีการหล่อรูปพระเยซู แม่พระและนักบุญต่าง ๆ ประดับตามหลังคา หน้าต่าง และประตูของโบสถ์  ประกอบกับการสร้างหลังคายอดแหลมสูงทำให้โบสถ์แบบโกธิคมีความงดงามประดุจสวรรค์ของพระผู้เป็นเจ้า เช่น โบสถ์นอร์ทเตรอ ดาม กรุงปารีส (Nortre Dame de Paris)
              ศิลปกรรมในสมัยนี้ไม่ได้มีแต่การสร้างโบสถ์และวิหาร แกะสลักรูปเคารพ หรือการเขียนภาพประกอบเรื่องราวในพระคัมภีร์เท่านั้น ยังมีการแกะสลักส่วนประกอบที่ใช้ตกแต่งอาคาร เช่น การแกะสลักฉากกั้นห้อง การแกะสลักเสาวิหาร การแกะสลักรูปติดบนสันหลังคาและที่เหนือบานประตูอีกด้วย

             สรุปได้ว่า งานศิลปกรรมสมัยกลางมีเนื้อหาและรูปแบบที่มุ่งแสดงแนวคิดทางคริสต์ศาสนา ทำให้เกิดความนิยมในการสร้างรูปเคารพของพระเยซู  แม่พระ และนักบุญต่าง ๆ มากมาย โดยไม่ต้องการเน้นความงามมากนัก แต่เน้นด้านเนื้อหาเพื่อเตือนใจและสอนมนุษย์ให้หยุดความชั่วร้าย กระทำแต่ความดีงามเพื่อชีวิตในโลกหน้า ศิลปะสมัยนี้จึงเปรียบเสมือนเครื่องมือที่ทำให้มนุษย์เข้าใจศาสนามากยิ่งขึ้น
โบสถ์นอร์ทเตรอ ดาม กรุงปารีส (Nortre Dame de Paris)
การประดับกระจกสเตนแกลส


                                   สรุปศิลปะสมัยกลาง


ศิลปะโรมัน (Roman)


ศิลปะโรมัน (Roman)

แบบอย่างศิลปะโรมันปรากฎลักษณะชัดเจนในช่วงพุทธศตวรรษที่ 4 เรื่อยมาจนกระทั่งประมาณ พ.ศ. 1040 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ จนกระทั่งเมื่อกรุงคอนสะแตนติโนเปิลได้กลายเป็นเมือง หลวงใหม่ของจักรวรรดิโรมัน ในปี พ.ศ.870 ทำให้สมัยแห่งโรมันต้องสิ้นสุดลง แหล่งอารยธรรมสำคัญของโรมัน คือ อารยธรรมกรีกและอีทรัสกัน
          จิตรกรรม
           จิตรกรรมของโรมัน อาศัยจากการค้นคว้าข้อมูลจากเมืองปอมเปอี สตาบิเอ และเฮอร์คิวเลนุม ซึ่งถูกถล่มทับด้วยลาวาจากภูเขาไฟวิสุเวียส จิตรกรรมฝาผนังประกอบด้วยแผงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งมักเลียนแบบหินอ่อนเป็นภาพทิวทัศน์ ภาพคน และภาพเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมมีการใช้แสงเงา และกายวิภาคของมนุษย์ชัดเจน เขียนด้วยสีฝุ่นผสมกับกาวน้ำปูนและสีขี้ผึ้งร้อน ยังมี ภาพประดับด้วยเศษหินสี (Mosaic) ซึ่งใช้กันอย่างกว้างขวาง ทั้งบนพื้นและผนังอาคาร
           ประติมากรรม
          ประติมากรรมของโรมัน รับอิทธิพลมากจากชาวอีทรัสกันและกรีกยุคเฮเลนิสติก แสดงถึงลักษณะที่ถูกต้องทางกายภาพ เป็นแบบอุดมคติที่เรียบง่าย แต่ดูเข้มแข็งมาก ประติมากรรมอีกชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมคือ ประติมากรรมรูปนูนเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์  มีรายละเอียดของเรื่องราวเหตุการณ์ถูกต้อง ชัดเจน วัสดุที่ใช้สร้างประติมากรรมของโรมันมักสร้างขึ้นจาก ขี้ผึ้ง ดินเผา หิน และสำริด

           สถาปัตยกรรม
           สถาปัตยกรรมโรมัน ได้แก่อาคารต่าง ๆ ส่วนมากเป็นรูปทรงพื้นฐาน วัสดุที่ใช้สร้างอาคารได้แก่ ไม้ อิฐ ดินเผา หิน ปูนและคอนกรีต มีการนำสถาปัตยกรรมที่สำคัญของกรีกทั้ง 3 แบบ มาเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงให้วิจิตรบรรจงขึ้น ชาวโรมันเพิ่มการตกแต่งลงไป เสาของโรมันจะเป็นเสาหินท่อนเดียวตลอดรูปแบบ สถาปัตยกรรมที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของโรมัน คือ สะพานส่งน้ำ ซึ่งใช้เป็นทางส่งน้ำจากภูเขามาสู่เมืองต่าง ๆ ของชาวโรมันเป็นสิ่งก่อสร้างที่แสดงถึงความก้าวหน้าทางวิศวกรรมของโรมัน
สถาปัตยกรรมโรมัน ในช่วง พ.ศ. 600 – 873 ได้สะท้อนให้เห็นความมั่งคั่งและอำนาจของจักรวรรดิโรมัน อาคารสถาปัตยกรรมมีขนาดกว้างใหญ่และมีการตกแต่งอย่างฟุ่มเฟือย มีการควบคุมทำเลที่ตั้ง การจัดภูมิทัศน์อย่างพิถีพิถัน ภายในอาคารมักประดับด้วยหินอ่อน หินสี และประติมากรรมแกะสลักตกแต่งอย่างสวยงาม
           โฟรัม (Forum)  เป็นย่านชุมนุมชน สถานที่ราชการ ตลาด  โฟรัมจะมีลักษณะเป็นลานกว้างแต่บางแห่งอาจจะมีหลังคา บริเวณรอบ ๆ จะรายล้อมด้วย อาคาร สถานที่ราชการ วิหาร หอสมุด ที่มีชื่อเสียงในสมัยจักรวรรดินี้คือ โฟรัมของทราจัน (Forum of Trajan)

                                                           โฟรัม

            วิหาร (Temple) สิ่งก่อสร้างที่สำคัญในยุคจักรวรรดิต้น คือ วิหารแพนเธออน (Pantheon) สร้างขึ้นราว 27-25 BC.  โดยจักรพรรดิมาร์คุส  วิบซานิอุส  อะกริบปา

วิหารแพนเธออน (Pantheon)

                บาซิลิกา (Basilica)  เป็นชื่อเรียกอาคารขนาดใหญ่ซึ่งใช้เป็นศาลยุติธรรมและอาคารพาณิชย์ของรัฐ ที่มีชื่อเสียงมากคือ บาซิลิกา อุลปิอา (Basilica Ulpia)  และบาซิลิกาโนวา (Basilica Nova)
 บาซิลิกา (Basilica)
            สะพานและท่อส่งน้ำ (Bridges and Aqueduct)  การทำท่อน้ำมีทั่วไปในอาณาจักรโรมันเพื่อบริการน้ำสะอาดแก่ประชาชน บางแห่งต้องลำเลียงน้ำผ่านหุบเขาและที่ลุ่ม ท่อน้ำที่มีสะพานรองรับยกระดับน้ำผ่านหุบเขาและที่ลุ่มที่มีชื่อเสียงมาก คือ Pont Du Gard ที่เมืองนิมส์ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส มีช่วงที่ข้ามช่องเขาหลายตอนด้วยกัน การก่อสร้างแบบประตูโค้ง
Pont Du Gard

             โรงละครและสนามกีฬา (Theatres and Amphitheatres)  เป็นสถานที่พักผ่อนชมกีฬา ชาวโรมันมีด้วยกันหลายแห่งแห่งที่มีชื่อคือ Colosseum เป็นโรงมหรสพรูปวงกลมที่มีอัฒจันทร์ล้อมรอบ สำหรับเกมกีฬาต่อสู้และความบันเทิงของสาธารณชน
 Colosseum

              ประตูชัย (Triumphal Arch)  สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะจากสงคราม สร้างโดยจักรพรรดิ นิยมสร้างคร่อมถนนโดยทำเป็นแท่งสี่เหลี่ยม ตรงกลางทำเป็นทางลอดและประตูโค้ง บริเวณส่วนหน้าและหลังประดับด้วยประติมากรรมและข้อความจารึกเหตุการณ์หรือ วีรกรรมของผู้สร้างที่ได้ชัยชนะจากสงคราม 


                                                      ประตูชัย (Triumphal Arch) 


                 โรงอาบน้ำสาธารณะหรือเธอร์เม (Thermae or Bath) Thermae มาจาก Thermos แปลว่า ร้อน ในภาษากรีก ใช้สำหรับเรียกชื่ออาคารสถานที่ที่ใช้สำหรับอาบน้ำกับที่ออกกำลังกายในร่ม ของชาวโรมัน เธอร์เม ที่สำคัญเป็นของจักรพรรดิคาราคารา (Bath of Caracalla) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 211  มีความกว้าง 120 หลา ยาว 240 หลา จุคนได้ 1600 คน


 โรงอาบน้ำสาธารณะหรือเธอร์เม (Thermae or Bath) 

                   สนามกีฬาหรือเซอร์คัส (Circus) ใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของโรมันอีกแห่ง ส่วนใหญ่ใช้แข่งม้า ที่มีชื่อเสียงมากคือสนามกีฬา แมกซิมุส The Circus Maximus


สรุปศิลปะสมัยโรมัน






ศิลปะกรีก (Greek)


ศิลปะกรีก (Greek)
ศิลปกรรมความเจริญด้านศิลปกรรมเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของอารยธรรมกรีกซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นต้นแบบของงานศิลปกรรมของโลก ส่วนใหญ่เป็นงานสร้างสรรค์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความศรัทธาทางศาสนา โดยสร้างขึ้นเพื่อแสดงความเคารพบูชาและบวงสรวงเทพเจ้าของตน ผลงานที่ได้รับการยกย่องมีจำนวนมากที่สำคัญได้แก่ ด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม และศิลปะการแสดง
         ด้านสถาปัตยกรรม
ชาวเอเธนส์ได้สร้างสรรค์งานด้านสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นให้แก่ชาวโลกจำนวนมากส่วนใหญ่เป็นการก่อสร้างอาคารเพื่อกิจกรรมสาธารณะ เช่น วิหาร สนามกีฬา และโรงละคร ความโดดเด่นของงานสถาปัตยกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับความใหญ่โตของสิ่งก่อสร้าง แต่เป็นความงดงามของสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบ ตัวอย่างเช่น วิหารพาร์เทนอน (Parthenon) ที่ตั้งอยู่บนเนินเขาอะโครโพลิส (Acropolis) เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีสัดส่วนงดงามทั้งความยาว ความกว้างและความสูง จัดว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของโลก

สถาปัตยกรรมใช้ระบบโครงสร้างแบบเสาและ คานเช่นเดียวกับอียิปต์มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าจากฐานอาคารซึ่งยก เป็นชั้น ๆ ก็จะเป็นฝาผนังโดยปราศจากหน้าต่างซึ่งจะกั้นเป็นห้องต่าง ๆ 1- 3 ห้องปกติสถาปนิกจะสร้างเสารายล้อมรอบอาคารหรือสนามด้วยมีการสลับช่วงเสากัน อย่างมีจังหวะระหว่างเสากับช่องว่างระหว่างเสาทำให้พื้นภายนอกรอบ ๆ วิหารมี ความสว่างและมีรูปทรงเปิดมากกว่าสถาปัตยกรรมอียิปต์และมีขนาดเหมาะสมไม่ใหญ่ โตจนเกินไปมีรูปทรงเรียบง่าย สถาปัตยกรรมกรีกแบบพื้นฐาน 2 ใน 3 แบบเกิดในสมัยอาร์คาอิกคือแบบดอริกและแบบไอโอ นิกซึ่งแบบหลังพบแพร่หลายทั่วไปในแถบเอเชียไมเนอร์เสาเหล่านี้แต่ละต้นจะมี คานพาดหัวเสาถึงกันหมดในสมัยต่อมาเกิดสถาปัตยกรรมอีแบบหนึ่งคือแบบโครินเธียนหัวเสาจะมีลายรูปใบไม้ชาวกรีกนิยมสร้างอาคารโดยใช้สถาปัตยกรรมทั้งสามชนิดนี้ผสมผสานกันโดยมีการตกแต่งประดับประดาด้วยการแกะสลักลวดลายประกอบบางทีก็แกะสลักรูปคนประกอบไปด้วยนอกจากนี้ยังมีการใช้สีระบายตกแต่งโดยสี น้ำเงินได้รับความนิยมใช้ระบายฉากหลังรูปลวดลายที่หน้าจั่วและสีแดงใช้ระบาย ฉากหลังสำหรับประติมากรรมที่หัวเสาและลายคิ้วคาน กรีกนิยมใช้สัดส่วนทองในงานสถาปัตยกรรม และงานสถาปัตยกรรมของกรีกจะเกี่ยวเนื่องกับงานสาธารณชน มีลักษณะเรียบง่าย นิยมประตูเดียว มีเสาเป็นแถวอยู่ภายนอก มีห้องเดียวหรือสองห้อง มีการสร้างโคลอสเซียมและวิหารจำนวนมาก โดยมีลักษณะสำคัญที่ “หัวเสา” ที่บ่งบอกได้ถึงสมัยของสถาปัตยกรรมในกรีก มี 3 แบบ ดังนี้
ดอริก เป็นแบบที่เรียบง่าย มั่นคง แข็งแรง เป็นแบบที่แพร่หลายมากที่สุด และเก่าแก่ที่สุด ลักษณะของเสาส่วนล่างจะใหญ่แล้วเรียวขึ้นเล็กน้อย ตามเสาจะแกะเป็นร่องลึกเว้า 20 ร่อง ตอนบนของเสา จะมีคิ้วที่โค้งออกมารองรับแผ่นหินสี่เหลี่ยมต่อจากนั้นจึงเป็นโครงสร้างจั่ว
ไอโอนิก เป็นแบบที่ให้ความรู้สึกอ่อนช้อย นุ่มนวล ตอนบนและตอนล่างของเสามีขนาดเท่ากัน มีร่องเว้า 20 ร่อง ระหว่างร่องมีแถบเรียงขั้นแต่ละร่องเว้า ตอนบนของเสา แกะสลักเป็นรูปก้นหอย ส่วนบนจะมีแผ่นหินสี่เหลี่ยมคั่นไว้เสาแบบไอโอนิกนี้มีขนาดเล็กกว่าเสาแบบดอริก และนิยมสร้างฐานทำให้รูปทรงระหงมากขึ้นต่างจากเสาแบบดอริกที่ไม่นิยมสร้างฐานรองรับ
คอรินเธียน ให้ความรู้สึกหรูหราฟุ่มเฟือย นิยมนำมาเป็นแบบอย่างในสมัยโรมัน ลักษณะหัวเสามีการตกแต่งโดยแกะเป็นรูปดอกไม้ใบไม้โดยดัดแปลงมาจากบอาคันธัส รูปร่างคล้ายผักกาด ทำเป็นใบซ้อนกันสองชั้นแล้วแต่งด้วยดอกไม้ ส่วนล่างของสาวมีฐานรองรับ

         ด้านประติมากรรม
ผลงานด้านประติมากรรมจัดว่าเป็นสิ่งที่โดดเด่นที่สุดในงานศิลปกรรมของกรีก ประติมากรรมส่วนมากเป็นเรื่องศาสนาซึ่งสร้างถวายเทพเจ้าต่าง ๆ วัสดุที่นิยมใช้สร้างงานได้แก่ ทองแดงและดินเผาในสมัยต่อมานิยมสร้างจากสำริดและหินอ่อนเพิ่มขึ้นในสมัยแรกๆ รูปทรงยังมีลักษณะคล้ายรูปเรขาคณิตอยู่ต่อมาในสมัยอาร์คาอิก(200 ปีก่อนพ.ศ.)เริ่มมีลักษณะคล้ายกับมนุษย์มากขึ้นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ เทพเจ้ารูปนักกีฬารูปวีรบุรุษรูปสัตว์ต่าง ๆ ในยุคหลังๆรูปทรงจะมีความเป็น มนุษย์มากขึ้น ลักษณะของสรีระกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นคล้ายมนุษย์ที่มีชีวิต ผลงานชิ้นเยี่ยมได้แก่ รูปปั้นเทพเจ้าอะทีนา ที่วิหารพาร์เทนอน และเทพเจ้าซุส ที่วิหารแห่งโอลิมเปีย แสดงท่าทางการเคลื่อนไหวที่สง่างามมีการขัดถูผิวหินให้เรียบดู คล้ายผิวมนุษย์มีลีลาที่เป็นไปตามธรรมชาติมากขึ้นทำให้ประติมากรรมกรีกจัด เป็นยุคคลาสสิคที่ให้ความรู้สึกในความงามที่เป็นความจริงตามธรรมชาตินั่นเอง

                                                               รูปปั้นเทพีอะเทน่า


รูปปั้นเทพซุส

          ด้านจิตรกรรม
จิตรกรรม รู้จักกันดีก็มีแต่ภาพวาดระบายสีตกแต่งผิวแจกันเท่านั้นที่ชาวกรีกนิยมทำมา จนถึงพุทธศตวรรษที่1เป็นภาพที่มีรูปร่างที่ถูกตัดทอนรูปจนใกล้เคียงกับรูป เรขาคณิตมีความเรียบง่ายและคมชัดสีที่ใช้ได้แก่สีดินคือเอาสีดำอมน้ำตาลผสม บาง ๆ ระบายสีเป็นภาพบนพื้นผิวแจกันที่เป็นดินสีน้ำตาลอมแดงแต่บางทีก็มีสีขาว และสีอื่น ๆ ร่วมด้วยเทคนิคการใช้รูปร่างสีดำระบายพื้นหลังเป็นสีแดงนี้เรียก ว่า”จิตรกรรมแบบรูปตัวดำ”และทำกันเรื่อยมาจนถึงสมัยพุทธศตวรรษที่1มีรูปแบบ ใหม่ขึ้นมาคือ”จิตรกรรมแบบรูปตัวแดง”โดยใช้สีดำอมน้ำตาลเป็นพื้นหลังภาพตัว รูปเป็นสีส้มแดงหรือสีน้ำตาลไม้ตามสีดินของพื้นแจกัน เช่น แจกัน คนโท ฯลฯ และจิตรกรรมฝาผนังที่พบในวิหารและกำแพง

ศิลปะการแสดง
ชาวกรีกได้คิดค้นศิลปะการแสดงประเภทต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นการจัดแสดงเพื่อเฉลิมฉลองพิธีบวงสรวงเทพเจ้าของตน เช่น ละครกลางแจ้งซึ่งเป็นต้นแบบของการแสดงละครในปัจจุบัน ดนตรีและการละเล่นอื่น ๆ

                         สรุปศิลปะสมัยกรีก



ศิลปะเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia Art)


ศิลปะเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia Art)

                บริเวณที่เรียกว่าตะวันออกใกล้ (Near East) อียิปต์ อิสราเอล     ซีเรีย อีรัก อิหร่าน ตุรกี ดินแดนส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย เหลือความอุดมสมบูรณ์ตามบริเวณลุ่มแม้น้ำ เช่น แม่น้ำไนล์   แม่น้ำไทกรีสและยูเฟรตีส (ซีเรีย - อิรัก) มีชนเผ่าต่าง ๆ อาศัยอยู่ตามเวลาแต่ละยุคสมัยอาณาจักรบาบิโลเนีย  มีกษัตริย์ที่สามารถพระองค์หนึ่ง คือ พระเจ้าฮัมมูราบิ ทรงตรากฎหมายใหม่ศิลปกรรม ส่วนใหญ่ก่อสร้างด้วยอิฐเผ่าไฟหรือดินผสมฟางตากแดดให้แห้งสถาปัตยกรรม  เนื่องจากวัสดุไม่คงทนถาวร สันนิษฐานว่ามีแผนผังสี่เหลี่ยมและมีการใช้เสาและประตูโค้ง (Arch) เพื่อรับน้ำหนักจักรวรรดิอัสสิเรีย  กษัตริย์สำคัญคือพระเจ้าอัสสุรนะสิรปาล
สถาปัตยกรรม  การวางผังพระราชวังจัดอย่างสลับซับซ้อน ใช้อิฐในการก่อสร้าง ใช้ระบบหลังคาโค้ง (Barrel   Vault)
           ประติมากรรม  รูปวัวแกะสลักมีปีกแต่หัวเป็นคน เป็นสัญลักษณ์ คือ วัวหมายถึง แผ่นดิน ศีรษะคน หมายถึง กษัตริย์ ปีก หมายถึง ท้องฟ้าเป็นภาพนูนสูง สร้างเป็นรูปวัวมี 5 ขา ที่ทำเช่นนั้นเพราะหวังผลในการมองดูแต่ละจุดยืน สิงโตสลักได้สวยงามมีชิตสมจริง ภาพสิงโตบาดเจ็บ (wounded lion)




                                                 อักษรคูนิฟอร์ม (Cuniform)


                                                รูปวัวแกะสลักมีปีกแต่หัวเป็นคน


                                             ภาพสิงโตบาดเจ็บ ( wounded lion)

ยุคโบราณ (Ancient Age) ประมาณ 1,400 ปี ก่อนคริสตกาล
o   ศิลปะตะวันออกใกล้ (Ancient Near Eastem Aft) อียิปต์พัฒนาอารยธรรมเจริญรุ่งเรื่องสุดขีดในลุ่มแม่น้ำไนล์ ส่วนทางฝั่งตะวันออกของทะเล เมดิเตอร์เรเนียน ดินแดนแถบแม่น้ำไทกรีส และยูเฟรทีส ได้แก่ดินแดนบางส่วนของประเทศอิหร่าน ซีเรีย จอร์แดน และซาอุดีอาระเบียในปัจจุบัน เรียกว่าแคว้นเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) หมายถึงดินแดนในลุ่มแม่น้ำสองสาย ชนชาติดังกล่าวมีอารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองเช่นเดียวกัน ประเทศที่อยู่ในวัฒนธรรมนี้ได้แก่ สุเมเรียน บาบิโลเนียน อัสซิเรียน เปอร์เซีย
                    ลักษณะศิลปกรรมของสุเมเรียนมีความแตกต่างจากศิลปกรรมอียิปต์ คือ อียิปต์ใช้หินเป็นวัสดุก่อสร้าง ส่วนสุเมเรียนใช้อิฐเผาก้อนใหญ่ ๆ มาเรียงกัน ดังนั้นสถาปัตยกรรมส่วนใหญ่จึงมีอิฐเป็นโครงสร้างหลัก สถาปัตยกรรมของสุเมเรียนที่รู้จักกันมากที่สุดคือวิหารใหญ่เรียกว่า ซิกูรัต (Zigurat) เป็นหอสูงแบบตึกระฟ้า มีทางเดินเป็นบันไดวน เป็นสถานที่สำหรับทำพิธีทางศาสนา
o   ศิลปะบาบิโลน อยู่ช่วง 700 ปี ก่อนคริสตกาล มีสิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงมาก และเป็นที่รู้จักโดยทั่วไปคือสวนลอยแห่งบาบิโลน โดยสร้างสวนให้สูงจากพื้นดิน ใช้อิฐซ้อนกันขึ้นไป วางผังลดหลั่นกันและมีความสลับซับซ้อน ตามซุ้มประตูต่าง ๆ ประดับด้วย ภาพสลักขนาดมหึมา ปัจจุบันสวนแห่งนี้ถูกทับถมปรักหักพังไปหมดแล้ว เหลือเฉพาะฐานรากบางส่วนเท่านั้น
o  ศิลปะอัสซิเรียน อยู่ในช่วง 900 ปี ก่อนคริสตกาล ศิลปกรรมงานแกะสลักที่มีชื่อเสียง เป็นรูปสิงโตกำลังกัดเด็กหนุ่มพบในพระราชวังเมืองนิมรุดในอัสซิเรีย งานชิ้นนี้ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑ์บริติซกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ ประติมากรรมลอยตัวชิ้นสำคัญที่ติดตั้งตามทางเข้าพระราชวังมีขนาดใหญ่โต เป็นรูปสิงโตมีปีก (Winged Lion) ส่วนงานสถาปัตยกรรมของอัสซิเรียน มีอาคารก่ออิฐเป็นโครงสร้างหลัก เป็นรูปโค้งรับน้ำหนักและใช้อิฐและหินก่อเป็นกำแพง ตกแต่งภายในด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนัง และกระเบื้องเคลือบเป็นรูปสิงโต
o   ศิลปะเปอร์เซีย อยู่ในช่วง 1,000 ปีก่อนคริสตกาล อารยธรรมของเปอร์เซียมีชื่อเสียงโดดเด่นในด้านสถาปัตยกรรมที่มีการตกแต่งภายในอย่างสวยงาม มีงานประติมากรรมใช้ในการตกแต่งสถาปัตยกรรม ได้แก่ เสาหินวัวคู่ ประดับพระราชวังที่เมืองเปอร์เซโปลิส (Persepol)
                                          ซิกูรัต (Zigurat)
ที่มา : https://youtu.be/Ybqrvrb16PY

สรุปศิลปะเมโสโปเตเมีย


                             

ศิลปะอียิปต์ (Egyptian Art)

ศิลปะอียิปต์ (Egypt Art)


เรื่องราวอารยธรรมของอียิปต์เกิดขึ้น เมื่อประมาณ 4,000ปีก่อนค.ศ.เป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์ และก่อนราชวงศ์ (Pre-dynastic) ของอียิปต์ชาวอียิปต์ได้สร้างศิลปวัฒนธรรมขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับปรัชญาในด้านคุณธรรม และตอบสนองความเชื่อว่าวิญญาณของคนตายจะกลับคืนสู่ร่างกายใหม่จึงเป็นมูลเหตุของการทำมัมมี่ (mummy) หีบบรรจุศพทำด้วยหิน สร้างอาคารรูปทรงพีระมิด (Pyramids) ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุด อยู่ที่เมืองกีซา ในกรุงไคโร ภายในพีระมิดเป็นที่บรรจุพระศพกษัตริย์คูฟู (Khufu) ฐานพีระมิดยาวด้านละ 756 ฟุต สูง 481 ฟุต กินเนื้อที่ 32 ไร่ สร้างด้วยหินนักกว่าก้อนละ 2 ตัน จำนวน 2,500,000 ก้อนประมาณว่าใช้กำลังคม 1,000,000 คน ผลัดกันสร้างทั้งกลางวัน และกลางคืน ใช้เวลาราว 20 ปี จึงเสร็จ ภายในห้องพีระมิด นอกจากจะบรรจุพระศพของกษัตริย์แล้ว ยังเป็นที่เก็บทรัพย์สมบัติอันมีค่า ผนังภายในตกแต่งด้วยภาพเขียนสี บรรยายด้วยอักษรโบราณ ทำให้ทราบถึงชีวิตความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมของชาวอียิปต์ชาวอียิปต์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ได้เป็นอย่างดี   

  จิตรกรรม 
 ลักษณะงานจิตรกรรมของอียิปต์ เป็นภาพที่เขียนไว้บนฝาผนังสุสานและวิหารต่าง ๆ สีที่ใช้เขียนภาพทำจากวัสดุทางธรรมชาติ ได้แก่  เขม่าไฟ  สารประกอบทองแดง หรือสีจากดิน  แล้วนำมาผสมกับน้ำและยางไม้ ลักษณะของงานจิตรกรรมเป็นงานที่เน้นให้เห็นรูปร่างแบน ๆ มีเส้นรอบนอกที่คมชัด จัดท่าทางของคนแสดงอิริยาบถต่าง ๆ ในรูปสัญลักษณ์มากว่าแสดงความเหมือนจริงตามธรรมชาติ  มักเขียนอักษรภาพลงในช่องว่างระหว่างรูปด้วย และเน้นสัดส่วนของสิ่งสำคัญในภาพให้ใหญ่โตกว่าส่วนประกอบอื่น ๆ เช่นภาพของกษัตริย์หรือฟาโรห์ จะมีขนาดใหญ่กว่ามเหสี และคนทั้งหลาย นิยมระบายสีสดใส บนพื้นหลังสีขาว



              ประติมากรรม
          ลักษณะงานประติมากรรมของอียิปต์ จะมีลักษณะเด่นกว่างานจิตรกรรม มีตั้งแต่รูปแกะสลักขนาดมหึมาไปจนถึงผลงานอันประณีตบอบบางของพวกช่างทอง ชาวอิยิปต์นิยมสร้างรูปสลัก ประติมากรรมจากหินชนิด    ต่าง ๆ  เช่น  หินแกรนิต หินดิโอไรด์ และหินบะซอลท์  หรือบางทีก็ เป็นหินอะลาบาสเตอร์ ซึ่งเป็นหินเนื้ออ่อนสีขาว   ถ้าเป็นประติมากรรมขนาดใหญ่ก็มักเป็นหินทราย  นอกจากนี้ยังมีทำจากหินปูน และไม้ซึ่งมักจะพอกด้วยปูนและระบายสีด้วย งานประติมากรรมขนาดเล็ก  มักจะทำจากวัสดุมีค่า  เช่น  ทองคำ  เงิน  อิเลคตรัม  หินลาปิสลาซูลี  เซรามิค ฯลฯ
          ประติมากรรมของอียิปต์มีทั้งแบบลอยตัว  แบบนูนต่ำ และแบบนูนสูง  มักจะแกะสลักลวดลายภาพบนผนัง  บนเสาวิหาร   ประติมากรรมแบบลอยตัวมักทำเป็นรูปเทพเจ้า หรือรูปฟาโรห์   นอกจากนี้ยังทำเป็นรูปข้าทาสบริวาร  สัตว์เลี้ยง และ สิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ  เพื่อใช้ประกอบในพิธีศพอีกด้วย



สถาปัตยกรรม
          ลักษณะสถาปัตยกรรมอียิปต์ใช้ระบบโครงสร้างเป็นเสาและคาน แสดงรูปทรงที่เรียบง่าย  แข็งทื่อ ขนาดช่องว่างภายในมีเล็กน้อยและต่อเนื่องกันโดยตลอด  สถาปัตยกรรมสำคัญของชาวอียิปต์ได้แก่ สุสานที่ฝังศพ  ซึ่งมีตั้งแต่ของประชาชนธรรมดาไปจนถึงกษัตริย์ ซึ่งจะมีความวิจิตรพิสดาร ใหญ่โตไปตามฐานะและอำนาจ  ลักษณะของการสร้างสุสานที่เป็นสถาปัตยกรรมสำคัญแห่งยุคก็คือ มัสตาบา และ ปิรามิด




ปิรามิดในยุคแรกเป็นแบบขั้นบันไดต่อมามีการพัฒนารูปแบบวิธีการก่อสร้างจนเป็นรูปปิรามิดที่เห็นในปัจจุบัน   นอกจากนี้ยังมีการสร้างวิหารเทพเจ้าเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมของนักบวช และวิหารพิธีศพ เพื่อใช้ประกอบพิธีศพ ในสมัยอาณาจักรใหม่ (1020 ปีก่อน พ.ศ - พ.ศ.510) วิหารเหล่านี้มีขนาดใหญ่โต และสวยงาม ทำจากอิฐและหิน  ซึ่งนำรูปแบบวิหารมากจากสมัยอาณาจักรกลางที่เจาะเข้าไปในหน้าผา  บริเวณหุบผากษัตริย์ และหุบผาราชินี ซึ่งเป็นบริเวณที่มีสุสานกษัตริย์และราชินีฝังอยู่เป็นจำนวนมาก     
                       
                             สรุปศิลปะสมัยอียิปต์
  


ศิลปะก่อนประวัติศาสตร์ (PRE-HISTORIC ART)


Pre-historic art
     ยุคหิน

งานศิลปะได้เริ่มมีการสร้างกันมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ ยุคหินเก่าตอนปลาย ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 30,000-10,000 ปีมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง  15,000- 10,000 ปีมานั้น มนุษย์ได้เขียนภาพสีและขูดขีดบนผนังถ้ำและเพิงผา เป็นภาพสัตว์ การล่าสัตว์และภาพลวดลายเรขาคณิต โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงออกเกี่ยวกับวิถีชีวิตประจำวัน และแสดงความสามารถในการล่าสัตว์ ภาพเหล่านี้มักระบายด้วยถ่านไม้ และสีที่ผสมกับไขมันสัตว์ พบได้ทั่วไปในประเทศฝรั่งเศส และภาคเหนือของสเปนที่มีชื่อเสียงมากได้แก่ถ้ำลาสโกซ์ในฝรั่งเศส ถ้ำอัลตามิราในสเปนงานศิลปะในยุคเก่าไม่มีเพียงแต่การเขียนภาพเท่านั้น ยังมีการปั้นรูปด้วยดินเหนียว หรือแกะสลักบนกระดูกเขาสัตว์และงาช้างด้วยเรื่องราวที่นิยมทำกันได้แก่เรื่องการล่าสัตว์หรือบางก็มีรูปคน เป็นรูปสตรี ซึ่งอาจมีความหมายถึง การให้กำเนิดเป็นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับชนเผ่า

จิตรกรรม
          มีการค้นพบภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์บนผนังถ้ำ (CAVE PAINTING) ซึ่งเป็นภาพเขียนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นงานจิตรกรรมที่ยอดเยี่ยมที่สุดของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ที่ผนังถ้ำอัลตามิรา (ALTAMIRA) ประเทศสเปน ซึ่งเขียนเป็นภาพวัว ไบซัน ช้างแมมมอส  กวางเรนเดียร์  ซึ่งสัตว์ทุกชนิดแสดงการเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวา และภาพเขียนบนผนังถ้ำอีกแหล่งหนึ่งที่ ถ้ำลาสโคซ์ (LASCAUX) ประเทศฝรั่งเศส อายุราย 20,000 – 13,000 ปี  มีรูปม้า  กวาง เป็นต้น

สีที่นำมาใช้ส่วนใหญ่เป็นสีที่ได้จากดินสีต่าง ๆ เช่น  ดินแดง  ดินสีน้ำตาล  ดินสีเหลือง  สีดำ  นำมาจากผงถ่ายไม้หรือเขม่า ผสมกับยางไม้ไขสัตว์หรือน้ำผึ้ง   วิธีเขียนใช้พ่นทาหรือใช้ไม้ทุบปลายให้แตกคล้ายพู่กันระบายสีแบน ๆ
ภาพเขียนที่ปรากฏอยู่บนผนังถ้ำมีอยู่ 4 ประเภท คือ
1. รูปมือคน
2. รูปสัตว์
3. รูปคน
          4. รูปลายเรขาคณิต      





ประติมากรรม

 ในยุคหินเก่าตอนปลายพบรูปแกะสลักด้วยหินขนาดเล็ก ส่วนใหญ่เป็นรูปแกะสลักหิน  ซึ่งนักโบราณคดีสมัยปัจจุบันเรียกชื่อรูปเหล่านี้ว่า วีนัส ส่วนใหญ่คล้ายคลึงกัน คือ ศีรษะไม่แสดงรายละเอียดของหู ตา จมูกและหาง แต่ทำเป็นเป็นปุ่มเล็ก ๆ แขนและขาลีบไม่ปรากฏ เท้าและนิ้ว เท้า เต้านมใหญ่ ท้องยื่นคล้ายกำลังตั้งครรภ์ แสดงอวัยวะเพศชัดเจน ซึ่งเชื่อว่ารูปเหล่านี้สร้างขึ้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ (FERTILTY RITES) หรือ เพื่อขอบุตร (FECUNDITY) รูปที่มีชื่อเสียงคือ วีนัส  แห่งวิลเลนดรอฟ (VENUS OF WILLENDORF) พบในออสเตรีย เมื่อ พ.ศ. 1908 

สถาปัตยกรรม
  เป็นสิ่งก่อสร้างด้วยหินของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์มี 4 ชนิด คือ
      1.แบบหินตั้ง (MENHIR)  ซึ่งเป็นหินก้อนเดียววางตั้งอยู่
      2. หินตั้งเรียงกันเป็นแถวยาว (ALIGNMENT)  ซึ่งเป็นหินก้อนเดียววางตั้งเรียงกันเป็นแถวยาว
    3.แบบโต๊ะหิน (DOLMENS)   ประกอบด้วยหินสองแท่ง หรือมากกว่าวางตั้งแล้วมีอีกก้อนหนึ่งวางพาดอยู่ข้างบน โครงสร้างลักษณะนี้ต่อมากลายเป็นโครงสร้างที่สำคัญทางสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า โครงสร้างแบบวางพาด (POST AND LINTEL CONSTRUCTION)
      4. แบบหินตั้งล้อมกลม (STONEHENGE)  ประกอบด้วยโต๊ะหินต่อเนื่องกันล้อมเป็นวงกลม วิธีการก่อสร้างก้าวหน้ามากขึ้นหินที่วางข้างบนมัก เป็นแผ่นวางทับติดต่อโดยตลอด น้ำหนักแผ่นหนึ่งประมาณ 7 ตัน ภายในวงกลมมีเสาหินปักเป็นโต๊ะหินอีกชั้น หินแต่ละก้อนที่นำมาต่อกัน รู้จักทำสลักเป็นเดือยเพื่อป้องกันไม่ให้หลุดออกจากกัน ที่มีชื่อเสียงคือ หินโต๊ะล้อมกลม ที่วิลเซอร์ (WILTSHIRE) ประเทศอังกฤษ



สรุปศิลปะยุคก่อนประวัติศาสตร์